Home Matching ตอบโจทย์ตลาดบ้านยุคใหม่




Home Buyers" Expo 2009 งานใหญ่อีกงานหนึ่งของวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคมนี้




นอกจาก จะยิ่งใหญ่เหมือนทุกปีแล้ว บริษัท โฮม บายเออร์ไกด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงานยังเปิดมิติใหม่ด้วยการนำเอาจุดเด่นของสื่อเอ็กซิบิชั่นมา ใช้ผสมผสานกับสื่อที่นับวันจะยิ่งมาแรงอย่างอินเทอร์เน็ต ภายใต้คอนเซ็ปต์ Home Matching สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงในตลาดอสังหาฯเวลานี้

อาทิ ผู้ประกอบการพยายามควบคุม งบประมาณด้านการตลาด จากเดิมที่เคยใช้ราว 3% ของยอดขาย เหลือแค่ 1-2% การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของตลาด โดยกลุ่มลูกค้าอายุ 30-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อบ้านในปัจจุบันนั้น เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการแตกต่างไปจากกลุ่มที่ต้องการซื้อบ้านในอดีต ขณะเดียวกันในส่วนของโครงสร้างผู้ประกอบการกล่าวได้ว่าปัจจุบันบิ๊กแบรนด์มี ส่วนแบ่งตลาดถึง 70-80% จากเดิม 20-30% เช่นเดียวกับการใช้สื่อที่เปลี่ยนไป โดยสื่อใหม่คือ อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

Home Matching ตอบโจทย์ตลาดบ้านยุคใหม่


"บริสุทธิ์ กาสินพิลา" กรรมการผู้จัดการ โฮมบายเออร์ไกด์ บอกว่า ผลสำรวจการใช้สื่อของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการซื้อบ้าน พบว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในแต่ละขั้นตอนการ ตัดสินใจ คือ 1.กำลังจะซื้อ อยู่ในช่วงหาข้อมูล ยังไม่มีโครงการในใจ 2.มีโครงการในใจบ้างแล้ว 3.ตัดสินใจแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจา ต่อรองราคา และ 4.ได้ซื้อไปแล้วแต่ต้องการหาข้อมูลเพื่อความแน่ใจ

นวัตกรรมใหม่ Home Matching ที่นำสื่อเอ็กซิบิชั่นมาโยงกับอินเทอร์เน็ต จึงน่าจะตอบโจทย์ความต้องการทั้งของคนซื้อบ้านและผู้ประกอบการยุคนี้ได้เป็น อย่างดี ด้วยการให้ผู้ต้องการซื้อบ้านลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ตล่วงหน้า โดยระบุข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบบ้าน ทำเล ระดับราคาบ้านที่ต้องการซื้อ ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวที่จะนำมาออกบูทในงาน Home Buyers" Expo 2009 ทั้งแบบบ้าน ทำเลที่ตั้งโครงการ ราคาขาย ฯลฯ ให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าเช่นเดียวกัน

ทำให้ลูกค้าทราบข้อมูลรายละเอียดโครงการสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจได้ ส่วนผู้ประกอบการก็ทราบถึงความต้องการของลูกค้า สามารถสื่อสารและยื่นเสนอแคมเปญกระตุ้นการตัดสินใจให้กับลูกค้าได้โดยตรง ช่วยให้เกิดการตัดสินใจซื้อขายได้มากขึ้น ตั้งเป้าว่าจะมีผู้ซื้อบ้านลงทะเบียน Home Matching ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย

งานนี้นอกจากผู้ประกอบการจะนำบ้านและคอนโดฯทุกทำเล ทุกระดับราคา รวม 500 โครงการ มาประชันและให้ลูกค้าเลือกถึงที่แล้ว สถาบันการเงินชั้นนำ 7-8 แห่ง ยังขนทีมพนักงานมาให้บริการสินเชื่อโดยเสนอเงื่อนไขพิเศษอีกด้วย

ถือเป็นนาทีทองที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน ช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในจุดต่ำสุด เพราะหากมัวรอให้เศรษฐกิจฟื้น นอกจากราคาบ้านจะขยับขึ้น ข้อเสนอดีๆ ก็อาจจะไม่มีให้เลือก





แหล่ง :
ประชาชาติธุรกิจ (www.matichon.co.th/prachachart)

Made in Thailand 2009 เปิดงานยิ่งใหญ่ ตอกย้ำภาพ One-Stop Shopping in Asia




กระทรวง พาณิชย์จับมือภาคเอกชนชูสินค้าและบริการไทยสู่เวทีการค้าโลกในงาน Made in Thailand 2009 หนุนภาพลักษณ์ไทยในฐานะ One-Stop Shopping in Asia




Made in Thailand 2009

เริ่มต้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม ไปจนถึง 12 กรกฎาคม 2552 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวง พาณิชย์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล ของกระทรวงฯ ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างโอกาสในการขยายการค้า การลงทุนให้กับผู้ส่งออกสินค้าและธุรกิจบริการของไทย เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเภท Cash & Carry ได้เข้าถึงแหล่งผลิตและผู้ค้าโดยตรง รวมทั้งเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าส่งออกของไทย

นอกจากงานนี้มีผู้ซื้อรายสำคัญจากทั้งในและต่างประเทศกว่า 2,000 ราย จากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน แอฟริกาใต้ ยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง เดินทางมาร่วมเจรจาการค้าและสั่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการไทยโดยตรง ยังเป็นเวทีในการแสดงศักยภาพของผู้ผลิต ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม รวมทั้งผู้ประกอบการจากชุมชน และท้องถิ่นที่จะพัฒนาสู่การเป็นผู้ส่งออกรายใหม่ต่อไปในอนาคต

ภายในงานมีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 4,699 คูหา บนพื้นที่เกือบแสนตารางเมตร รวมถึงความพิเศษกว่างานแสดงสินค้าอื่นๆ ด้วยการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากฝีมือคนไทยทุกภาคการผลิต ธุรกิจบริการหลากหลายของผู้ประกอบการไทย ทั้งธุรกิจสปา แฟรนไชส์ และสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด รวมถึง Star Pavilion ที่รวบร้านค้าและธุรกิจบริการของศิลปินดาราไทย

ทั้งยังมีการรวบตัวของ 9 ย่านการค้าสำคัญของไทย ได้แก่ ถนนสายไม้บางโพ, บ้านถวาย, อินทราสแควร์, อาคารใบหยก, โบ๊เบ๊, สำเพ็ง, ตลาดนัดจตุจักร, จตุจักรพลาซ่า, เจ เจ มอลล์, วรจัก รวม 300 คูหา เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าคุณภาพในราคาถูก ภายใต้ชื่อโครงการ “พัฒนาย่านการค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งมีกิจกรรมดีๆ เช่น การประมูลสินค้าราคาเริ่มต้นเพียงบาทเดียว มานำเสนออีกด้วย

โดยกระทรวงพาณิชย์หวังผลการจัดงานว่านอกจากช่วยกระตุ้นและขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการส่งออกด้วย เชื่อว่างานซึ่งจัดต่อเนื่อง 10 วัน จะมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ให้สามารถบรรลุเป้าหมายการส่งออกของปี 2552 ที่ 177,841 -183,177 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0-3 แม้ว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกของไทยมีอัตราการขยายตัวลดลงถึงร้อยละ 22.9 เนื่องจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าด้วยคุณภาพและความหลากหลายของสินค้าและธุรกิจบริการที่นำมาจัด แสดงในปีนี้ จะสามารถดึงดูดความสนใจจากนักธุรกิจและผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศนับล้าน คน และก่อให้เกิดมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ส่งเสริมความนิยมใช้สินค้าและบริการของไทยได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น เป็นการตอกย้ำความเป็น One Stop Shopping in Asia ของประเทศไทย





แหล่ง :
http://www.smethailandclub.com

"เอพีเอส-โซนี่ มิวสิค" ส้มหล่น... ออร์เดอร์อัลบั้ม "ไมเคิล แจ็กสัน" ทะลัก !




แม้ เรื่องราวชีวิตของ "ไมเคิล แจ็กสัน" จะเต็มไปด้วยเรื่องราวอื้อฉาว น่าสลดใจ และสิ่งประหลาดๆ อีกมากมาย แต่ในความทรงจำของคนในวงการเพลง เขาคือ "ราชาเพลงพ็อป" หรือ "คิง ออฟ พ็อป" ระดับโลกอย่างแท้จริง




แม้แต่คนไทยเองก็ให้ความสนใจและชื่นชมผลงานของ "ไมเคิล แจ็กสัน" ไม่ต่างคนอเมริกัน

ทั้งนี้พบว่าตั้งแต่วันเสียชีวิตของ "ไมเคิล แจ็กสัน" ถึงวันนี้ผลงานเพลงของเขาก็เป็นที่ต้องการจาก "สาวก" ของนักร้องผิวสีคนนี้แบบทะลักทะลาย และช่วยสร้างสีสันให้กับธุรกิจค้าขายเพลงในบ้านเราได้มากทีเดียว

"นันทนา สวัสดิ์ธนากุล" ประธานกรรมการ "เอพีเอส อินเตอร์มิวสิค" ผู้นำเข้าลิขสิทธิ์เพลงภาพยนตร์จากต่างประเทศรายใหญ่ และเป็น 1 ใน 2 ค่ายเพลงที่ถือลิขสิทธิ์เพลงของไมเคิล แจ็กสัน บอกว่าแฟนเพลงของไมเคิล แจ็กสัน ในเมืองไทยมีจำนวนมหาศาลมาก หลังจากที่เขาเสียชีวิตก็พบว่าสินค้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับไมเคิล แจ็กสัน ขายดีมาก รวมถึงซีดีเพลง วีซีดีคอนเสิร์ต วีซีดีมิวสิกวิดีโอ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ "สาวก" ของไมเคิล แจ็กสัน ต้องการเก็บสะสมไว้เป็นที่ระลึก

สำหรับค่าย "เอพีเอส" นั้นได้ซื้อลิขสิทธิ์ซีดีบันทึกการแสดงสดของไมเคิล แจ็กสัน หรือซีดีอินคอนเสิร์ต (มีแต่เสียงไม่มีภาพการแสดง) ตั้งแต่ปี 1897 เรื่อยมา รวม 4 อัลบั้ม คือ เดอะ คิง ออฟ พ็อป ไมเคิล แจ็กสัน ชุด 1, 2, 3 และ 4 กับ เพลงฮิตจำนวนมาก อาทิ Thriller, Heal the world, Bad, Bealit ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ "เอพีเอส" เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์ทำตลาดแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จาก "จีเอ็ม มิวสิค อินเตอร์เนชั่นแนล"

นอกจากนี้ยังได้ผลิตชุดลิมิเต็ด รวมทั้ง 4 อัลบั้ม รวมเป็น 1 ชุด พร้อมแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม สำหรับแฟนเพลงที่ต้องการเก็บสะสมเป็นที่ระลึกอีกด้วย

"แม้จะเป็นซีดีอินคอนเสิร์ต แต่เชื่อว่าแฟนเพลงตัวจริงของไมเคิล แจ็กสัน ยังให้ความสนใจอยู่ และเราก็ภูมิใจที่มีลิขสิทธิ์ผลงานของราชาเพลงพ็อปผู้นี้ในประเทศไทย"

"นันทนา" บอกด้วยว่า ตอนนี้ซัพพลายเออร์และร้านค้าปลีกสินค้าโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ทุกรายสั่ง ออร์เดอร์จากเอพีเอสไปขายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านบีทูเอส, บูมเมอแรง, แมงป่อง, บีเคพี, เจบิ๊กส์ ฯลฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการผลิตเพิ่มและพร้อมจัดส่งให้ร้านค้าทั่วประเทศได้อีก 2-3 วันนี้

บางรายใจร้อนมารอถึงหน้าบริษัท เพื่อรอคิวรับของไปเองเลยก็มี

จากกระแสดังกล่าวนี้ "นันทนา" เชื่อว่าความต้องการของตลาดน่าจะมาอย่างต่อเนื่อง และค้าขายได้นาน อย่างต่ำไม่น่าจะต่ำกว่า 1 แสนแผ่นแน่นอน

เช่นเดียวกับค่าย "โซนี่ มิวสิค" ค่ายเพลงอีกค่ายหนึ่งที่มีลิขสิทธิ์ผลงานเพลงของราชาเพลงพ็อปผู้นี้ด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวระดับสูงจาก "โซนี่ มิวสิค" บอกว่า โซนี่ มิวสิค มีลิขสิทธิ์ของ "ไมเคิล แจ็กสัน" อยู่ร่วม 10 อัลบั้ม ทั้งอัลบั้มเพลง, มิวสิกวิดีโอ และการแสดงสด เนื่องจากระยะหลังนี้ (ตั้งแต่ประมาณปี 2534) คิง ออฟ พ็อป ผู้นี้ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในสังกัดโซนี่ มิวสิค

ปกติยอดการผลิตแผ่นซีดีและวีซีดีของค่ายโซนี่ มิวสิค จะผลิตออกมาครั้งละประมาณ 5,000 แผ่น พอ "ไมเคิล แจ็กสัน" เสียชีวิต ความต้องการแผ่นซีดีและวีซีดี เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก แค่วัน 2 วัน หลังจากไมเคิล แจ็กสัน เสียชีวิต สต๊อกสินค้าก็หมดตลาดอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้บรรดาร้านค้าปลีกต่างๆ ทั่วประเทศก็มีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก ทำให้ต้องผลิตสินค้าเพิ่ม คาดว่าพร้อมจะจัดส่งให้กับร้านค้าทั่วประเทศไปจำหน่ายได้เร็วๆ นี้

จึงไม่ต้องแปลกใจที่เวลาไปไหนมาไหนในช่วงนี้จะได้ยินเสียงเพลงของ "ไมเคิล แจ็กสัน" ดังไปทั่ว

ที่สำคัญยังเชื่อว่าอัลบั้มของราชาเพลงพ็อปน่าจะเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ทำให้ สีสันและกระแสของธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์คึกคักขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง นี้

เพราะเป็นกระแสที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ แม้บางส่วนจะยืนกรานว่าไม่อยากทำมาหากินกับ "คนตาย" ก็ตาม...





แหล่ง : ประชาชาติธุรกิจ (www.matichon.co.th/prachachart)

อีคอมเมิร์ซสไตล์ "แจ่มใสดอทคอม" ไม่ได้อยู่ที่การขาย แต่เติมเต็มความสุข




หลัง จากเป็นสำนักพิมพ์แรกๆ ที่เกาะกระแสเกาหลีฟีเวอร์จนได้รับการกล่าวขานว่า เป็น สำนักพิมพ์ดาวรุ่งพุ่งแรง วันนี้ "แจ่มใส พับลิชชิ่ง" ได้ประสบความสำเร็จอีกครั้งกับการสร้างคอมมิวนิตี้ที่เข้มแข็งบนเว็บไซต์ "แจ่มใสดอทคอม"




แจ่มใสดอทคอม
พร้อมๆ กับยอดขายการสั่งหนังสือออนไลน์กว่า 200 ออร์เดอร์ต่อวัน อะไรคือเคล็ดลับ "ประชาชาติธุรกิจ" จับ "ศักดิ์ชัย วิจัยธรรมฤทธิ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มใส พับลิชชิ่ง จำกัด มาเปิดใจ

- จุดเริ่มต้นในการสร้างคอมมิวนิตี้บนเว็บไซต์

จริงๆ เราเริ่มเกาะกระแสเทคโนโลยีตั้งแต่ยุคเว็บ 1.0 แล้ว พอเข้าสู่ยุคเว็บ 2.0 แจ่มใสเริ่มนำคอนเซ็ปต์ของเว็บ 2.0 เข้ามาปรับใช้ เพื่อเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างลูกค้ากับบริษัท โดยทำเป็นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก

แม้ว่าหนังสือพ็อกเกตบุ๊กจะเป็น สื่อรูปแบบเก่า แต่นักเขียนของเรา 100% มาจากอินเทอร์เน็ต มาจากบล็อก มาจากเว็บพันทิป ฯลฯ กลุ่มลูกค้าของเราเป็นคนที่อยู่ในคอมมิวนิตี้นี้ แม้วันเวลาผ่านไปกลุ่มลูกค้าของเรายังเป็นกลุ่มเดิม แต่ไม่ใช่คนเดิม พัฒนาการของคนเหล่านี้ พฤติกรรมก็เปลี่ยนไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่เว็บไซต์ของแจ่มใสจะคงสภาพเดิม

เหมือนแก่น ของนิยายของเรายังเป็นเรื่องความรัก แต่เนื้อหาตัวละครเปลี่ยนไป ฉาก บทละคร เมื่อ 7-8 ปีก่อนที่เราก่อตั้งขึ้น ก็ไม่เหมือนกับในปัจจุบันเพราะเทรนด์ของคนเปลี่ยนไปแล้ว เว็บไซต์ของเราจึงต้องมีไดนามิกไปเรื่อยๆ ตามไลฟ์สไตล์ คือคนก็ยังใช้อินเทอร์เน็ตและอ่านหนังสือ ของเราอยู่ แต่ว่าเป็นแนวที่โตขึ้น เปลี่ยนไปตามความสนใจ เพราะกลุ่มลูกค้าของแจ่มใสมีตั้งแต่อายุต่ำกว่า 10 ขวบจนถึงวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป ฉะนั้นไม่ใช่แค่พูดคุยเรื่องหนังสือ แต่มีการปรึกษาการบ้าน เรื่องงาน ผ่านเว็บบอร์ด และยังมีห้องแชตที่แบ่งตามนักเขียนแต่ละคนที่เขาก็มีแฟนคลับส่วนตัว

ฉะนั้นถ้าทำเว็บไซต์เป็นแค่ที่รวมข้อมูล ทำได้ไม่นานเว็บก็จะตาย เพราะไม่ได้ใส่ไลฟ์สไตล์ แต่เว็บเรามีไดนามิกมีชีวิต

- โอกาสทางธุรกิจในการขายหนังสือผ่านเว็บไซต์

เริ่ม มีการขายหนังสือผ่านเว็บไซต์ ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งตอนนั้นก็มีหลายบริษัทที่เริ่มทำแบบเดียวกัน แต่แทบไม่มีที่ไหนประสบความสำเร็จ เพราะมีอุปสรรคชิ้นใหญ่ขวางอยู่ ซึ่งไม่ใช่การทำหน้าเว็บ แต่เป็นกระบวนการเบื้องหลังที่คอยซัพพอร์ต เพราะว่าสินค้าประเภทหนังสือ การส่งต้องมีความระมัดระวังพอสมควร ขณะเดียวกันก็เป็นสินค้าที่ราคาไม่แพง ฉะนั้นจะต้องหาจุดแตกต่าง ว่าทำไมลูกค้าจะต้องยอมจ่ายค่าขนส่งที่บวกเข้าไปด้วย ทั้งๆ ที่ร้านหนังสือมีมากมายทั่วประเทศ ต้องหาเหตุผล ต้องจับจุดให้ได้ว่าทำไมลูกค้าต้องยอมจ่าย

บุคลิกของลูกค้าที่ จะเข้ามาสั่งหนังสือแบบนี้ ต้องมีความรักความภักดีในตัวผลิตภัณฑ์นั้นๆ สูงจึงยอมจ่ายแพงขึ้น และต้องมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบเล่นอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการทำอีคอมเมิร์ซให้สำเร็จ กลุ่มลูกค้าต้องชัด

ตอนนี้เว็บไซต์ของแจ่มใสมีจำนวนสมาชิกที่ล็อกอินเข้ามาทำกิจกรรมสม่ำเสมอ กว่า 2 แสนราย ถ้าเทียบทางเทคนิค เว็บของเรามีคลิกกว่า 6.7 ล้านยูอาร์แอลต่อเดือน เป็นแรงผลักดันที่ดีในการพัฒนาช่องทางนี้ เราสำรวจสถิติของเว็บไซต์มาตลอด และเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เราปรับปรุงเว็บไซต์

เพราะ การปรับปรุงทุกครั้งเป็นการทำในสิ่งที่สมาชิกบอก ทุกครั้งที่เขาบอกเราทำ เหมือนเราเป็นเพื่อนเขาคนหนึ่งที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเว็บไซต์แต่รวมถึงผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ล้วนแต่เกิดมาจากเสียงเรียกร้องของลูกค้า นี่เป็นการสะสมความรู้สึกดีๆ ของลูกค้ามาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ปี 2 ปี แต่เริ่มมาตั้งแต่ตั้งบริษัท เรามีคอมมิวนิตี้แบบนี้มากกว่า 5 ปี ฉะนั้นการทำอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ก็เช่นกัน จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะประสบความสำเร็จ

จุดนี้ สำคัญมาก ต้องให้น้ำหนักมากกว่าการทำระบบไอทีที่เราสามารถจ้างคนอื่นมาทำแทนได้ แต่อีกส่วนที่เราเน้นมากๆ คือการทำคอนเทนต์ที่จะต้องจูงใจ ตรงกับความสนใจของคนกลุ่มนี้ ซึ่งต้องคอยสำรวจตรวจสอบปรับปรุงกันอยู่ตลอดเวลา

- โจทย์ท้าทายของคนทำอีคอมเมิร์ซ

การ จะฝ่าด่านอีคอมเมิร์ซไปได้ แบ็ก ออฟฟิศคือสิ่งสำคัญมาก แจ่มใสสำเร็จได้เพราะข้างหลัง ไม่ใช่เพราะข้างหน้า เว็บไซต์เราออกแบบธรรมดามากๆ ใครๆ ก็สั่งซื้อแบบนี้ จ่ายเงินแบบนี้ แต่ทำไมคนถึงมาสั่งซื้อหนังสือกับเราคือเรื่องสำคัญ

การวาง โจทย์ในการทำอีคอมเมิร์ซคือเรื่องสำคัญ ถ้าเป้าหมายคือยอดขาย ก็ต้องวางระบบมหาศาลและกว่าจะเข้าที่กว่าจะคืนทุนมันก็ยาก แต่แจ่มใสมองว่าเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์แบบหนึ่ง ฟูลฟิลลูกค้าด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยใช้งบฯโปรโมตหรือพี.อาร์.เว็บไซต์เลย ใช้การบอกต่อ เพิ่งจะมีเร็วๆ นี้ที่มีโฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้เขารู้สึกใกล้ชิดเรามากขึ้น

- ปัญหาเกี่ยวกับการจ่ายเงิน

การ จ่ายเงินเป็นปัญหาของอีคอมเมิร์ซ อย่างหนึ่ง ที่ต้องฝ่าด่านความเชื่อใจของลูกค้าให้ได้ โดยทั่วไปการจ่ายเงินผ่านธนาณัติคือสิ่งที่ง่ายที่สุด มีชื่อผู้รับผู้ส่งถ้ารู้สึกไม่ชอบมาพากลก็ระงับการจ่ายไว้ก่อนได้ แต่การโอนเงินผ่านธนาคารเป็นด่านหินที่สุด เพราะถ้าลูกค้าไม่มีความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ โอกาสที่จะโอนเงินให้ไปก่อนยากมาก ซึ่งจุดนี้สินค้าประเภทหนังสือได้เปรียบ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่คลีน ที่ตั้งอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้พิมพ์ ระบุไว้ในหนังสือหมด

แต่การโอนเงินก็จำเป็นต้องมีการวางระบบ เบื้องหลังที่มาซัพพอร์ต แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีมันช่วยแก้ปัญหาให้เราแล้ว ทำให้สามารถโอนเงินระหว่างธนาคารได้ง่ายขึ้น หรืออย่างตอนนี้เคาน์เตอร์เซอร์วิสก็มีบทบาทมากขึ้น เพราะร้าน 7-11 มีเกือบทุกหมู่บ้าน ชุมชนเล็กๆ บางแห่งจะไปไปรษณีย์ก็มีอยู่ที่เดียวต้องนั่งรถเข้าไป แต่ไปร้าน 7-11 ง่ายกว่า ทำให้การจ่ายเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสก็ช่วยลดช่องว่างให้กับลูกค้าได้มาก

แต่ก็ต้องมองเรื่องต้นทุน ซึ่งการจ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าธนาคาร คือการที่ลูกค้าซื้อธนาณัติอาจจะเสียเงินแค่ 7 บาท แต่จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส 15 บาท เป็นปัญหาที่เราต้องคิด ถึงบอกว่าการทำอีคอมเมิร์ซไม่ได้อยู่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่สำคัญที่วิธีการคิด และกระบวนการทำงานที่อยู่เบื้องหลัง

- แต่การสั่งซื้อออนไลน์ลูกค้าก็มีภาระเรื่องค่าขนส่งเพิ่ม

โจทย์ การทำอีคอมเมิร์ซของแจ่มใส ไม่ได้อยู่ที่การขาย แต่เป็นฟูลฟิลบริการให้กับลูกค้าที่ไม่สามารถหาซื้อสินค้าของเรา คือหนังสือแจ่มใสเป็นที่ต้องการของตลาด แต่กว่าจะไปถึงมือเด็กในชนบท ในจังหวัดที่อยู่ห่างไกล เด็กอาจต้องนั่งรถเข้ามาซื้อถึงในตัวเมือง เราแค่ต้องการอุดช่องว่างนี้ เพราะร้านหนังสือไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปถึงพื้นที่แบบนั้นได้

บริการ ออนไลน์ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทาง เสียค่ารถเสียเวลา หนังสือก็มาส่งถึงบ้านเลย และการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ก็จะมีข้อมูลส่งมาก็มีครบถ้วนและรวดเร็วกว่าโอนเงินผ่านธนาคารด้วย ข้อมูลมาถึงปุ๊บก็แพ็กหนังสือส่งกลับได้ทันที ช้าสุดในประเทศยังไงก็ไม่เกิน 5 วัน

แล้วตอนนี้ไม่ใช่แค่นัก เรียนเท่านั้นที่ใช้บริการ มีคุณครูที่สั่งหนังสือเข้าห้องสมุด มีหมอมีพยาบาลที่เป็นแพทย์หนังสือเรา มีหมดตาม อบต. อบจ. คือเขามีกำลังซื้อแต่ไม่มีเวลาออกมาซื้อเพราะต้องทำงานเป็นกะ เลิกงานไม่ตรงกับเวลาร้านหนังสือเปิด บางคนสั่งทีเป็นกล่องใส่ได้ 25 เล่ม บางคนซื้อทุกเดือนคืออ่านจากออนไลน์ที่เรามีตัวอย่างให้อ่านได้ก่อนแล้วชอบ ก็สั่งซื้อมาเรื่อยๆ

- สัดส่วนยอดขายออนไลน์ตอนนี้

ตอน นี้มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 10% ของการขายทั้งหมดโดยที่เป็นการสั่งซื้อมาจากทั่วประเทศ ยอดขายแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นมีหนังสือออกใหม่ หนังสือฮิต โปรโมชั่นพิเศษแล้วทางแจ่มใสก็ไม่ได้ส่งแค่หนังสือ แต่ยังเปิดให้สั่งซื้อของที่ระลึกต่างๆ ที่บริษัทผลิตออกมาวางขายควบคู่กันไปด้วย ยอดขายจึงขึ้นลงตามปัจจัยพวกนี้

ตอน นี้เรามีบริการโฮมดีลิเวอรี่สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพฯด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ส่งหนังสือ แต่คือการส่งความสุขให้กับลูกค้า เวลาที่ไปคือการส่งพนักงานไปคอมมิวนิเคชั่นกับลูกค้า อย่างช่วงวาเลนไทน์จะมีลูกค้าสั่งหนังสือไปส่งให้เพื่อนให้แฟน เราก็ไม่ได้ส่งแค่หนังสือ แต่มีดอกไม้ มีช็อกโกแลตส่งไปให้ด้วย

บริการ โฮมดีลิเวอรี่ตอนนี้ได้รับความนิยมมาก และทำให้เราได้พบกับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่น่าเชื่อ เช่น กลุ่มที่ทำงานบนออฟฟิศแถวสาทร ใต้ตึกก็มีร้านหนังสือ แต่ไม่เดินไปซื้อ มาใช้บริการโฮมดีลิเวอรี่ ของแจ่มใสด้วยคำอธิบายที่ว่า ชอบ รู้สึกอบอุ่น เป็นจุดที่ลูกค้าได้สัมผัสกับเราโดยตรง คือกลับไปสู่เสน่ห์ของร้านหนังสือเมื่อก่อน ที่ได้เจอเจ้าของร้านได้พูดคุยกันแบบเพื่อนฝูง นี่คือพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าแจ่มใส

คือลูกค้าของเราผูกพัน กับแบรนด์แจ่มใส อย่างตอนขึ้นบ้านใหม่ เปิดสำนักงานใหม่เราก็ถ่ายวิดีโอเปิดบ้านแจ่มใสอัพขึ้นอินเทอร์เน็ต ก็มีสมาชิกเข้ามาดูเยอะ พวกนี้เป็นสีสันที่ทำให้เว็บไซต์ดูอบอุ่นขึ้น คือออนไลน์มันดูแห้งแล้ง

- ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ

ไม่ ได้รับผลกระทบ เพราะเราวางโจทย์ว่าขายความสุขความบันเทิง และตามทฤษฎีธุรกิจกลุˆมเอ็นเตอร์เทนเมนต์จะไม่กระทบ เพราะคนเครียด อยากหาความสุข แล้วหนังสือเป็นความบันเทิงราคาถูก ซื้อหนังสือ 100 บาท นั่งอ่านอยู่บ้านได้ แต่ถ้าก้าวเท้าออกจากบ้าน นี่จ่ายเกิน 100 บาทแน่ๆ

- งบฯลงทุนที่ใช้ไปกับระบบออนไลน์

การ จัดการระบบเว็บไซต์ทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน ถือว่าลงทุนไม่เยอะเลย เพราะเราใช้คนถูกกับงาน ขณะที่การทำเว็บไซต์หัวใจสำคัญคือคอนเทนต์ ซึ่งแจ่มใสขายคอนเทนต์ อยู่แล้ว เรามีต้นทุนด้านนี้มากมาย เราไม่ได้ดีไซน์เว็บไซต์ตกแต่งให้วิลิศมาหรา ซับซ้อนวุ่นวาย แต่ใช้คอนเทนต์เป็นจุดขาย ขายเรื่องราว อย่างรูปภาพที่อยู่ในเว็บ ส่วนใหญ่เป็นรูปที่มีเรื่องราว เป็นฝีมือของทุกคนในเว็บ พวกนี้ไม่มีต้นทุน แต่ได้ใจ แสดงถึงพลังของลูกค้าที่มีให้เรา

ถ้าเทียบกับงบฯลงทุนทั้งปีของบริษัท งบฯการลงทุนด้านไอทีก็แค่ราวๆ 1% เท่านั้น

- จะมีอะไรใหม่ๆ บนเว็บไซต์อีก

เร็วๆ นี้จะปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่อีกครั้ง จริงๆ ก็มีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เท่าที่บอกได้ตอนนี้คือกำลังจะลองยกกิจกรรม ต่างๆ เข้าไปอยู่ในเว็บ แทนการจัดงานอีเวนต์ข้างนอก





แหล่ง :
กรุงเทพธุรกิจ (www.bangkokbiznews.com)

กสิกรฯลุยเอ็นพีเอแกรนด์เซลล์




ธนาคารได้ร่วมออกบูธจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (K-Property) ในงานมหกรรมอสังหาริมทรัพย์และบ้านมือสองครั้งที่ 8





นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ร่วมออกบูธจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (K-Property) ในงานมหกรรมอสังหาริมทรัพย์และบ้านมือสองครั้งที่ 8 หรือเอ็นพีเอ แกรนด์เซลล์ ระหว่างวันที่ 3-5 ก.ค.นี้ ณ ห้องบางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

โดยธนาคารได้นำ ทรัพย์สินรอการขายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล กว่า 800 รายการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท มาเสนอขายในงานในราคาลดสูงสุดถึง 45%

นอก จากนั้น ยังได้จัดโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านกสิกรไทยอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ลูกค้าที่ ซื้อทรัพย์สินรอการขายของธนาคารภายในงาน ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% นาน 1 ปี ปีที่ 2 คิดอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี หลังระยะเวลาที่กำหนดข้างต้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเอ็มแอลอาร์ -0.25% วงเงินสูงสุด 90% ของราคาซื้อขายหรือสูงสุด 90% ของราคาประเมิน

ทั้ง นี้ธนาคารจะอนุมัติการขายภายในงานได้ทันที โดยลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อทรัพย์สินรอการขายสามารถวางเงินค้ำประกันเพียง 1% เท่านั้น พร้อมกันนี้ธนาคารจะจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ให้แก่ลูกค้าที่โอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้อีกด้วย โดยธนาคารตั้งเป้าหมายมีลูกค้าสนใจลงทะเบียนใช้บริการสินเชื่อภายในงาน 2,000 ราย และคาดจะปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สินรอการขายได้ประมาณ 400 ล้านบาท






แหล่ง :
หนังสือพิมพ์ข่าวสด

switch แบรนด์ไทยน้องใหม่ ...จับผ้าไทยแปลงโฉม




เป็น อีกแบรนด์หนึ่งที่พยายามหยิบผ้าไทยมาใส่ดีไซน์ เพื่อหลีกหนีจากภาพลักษณ์เดิมๆ ที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจตรงกันว่า ผ้าไทยนั้นตัดแบบไหนคนสวมใส่ก็แลดูสูงวัย !




switch แบรนด์ไทยน้องใหม่ ...จับผ้าไทยแปลงโฉม
switch (สวิตช์) เป็นแบรนด์ไทยที่พยายามลบคำปรามาสนั้น และครั้งนี้ไม่ได้ทำเล่นๆเพียงแค่ขายไอเดียเท่านั้น เพราะว่าทำโดยบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ชั้นนำ ของไทย ที่ก้าวเข้ามาจุดประกายไอเดียนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง

ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ที่มาของแบรนด์ switch (สวิตช์) ส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทมีแนวความคิดอยากส่งออกเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ของเรา เอง เพราะที่ผ่านส่วนใหญ่ เรามีแต่นำแบรนด์ต่างประเทศมาพัฒนา ทั้งด้านดีไซน์และขยายตลาดในไทยจนเติบโต

"แต่พอมีความคิดว่าอยากจะส่งออก ก็ต้องคิดต่ออีกว่า แล้วเราจะเอาไปขายอะไร แบบไหน จะเอาดีไซน์ตะวันตก ไปขายคนตะวันตกหรือ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ โอกาสที่จะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวยุโรปก็คงจะยาก เพราะในเรื่องของแฟชั่นแล้ว ต้องยอมรับว่า เขาเหนือชั้นกว่า ก้าวไกลกว่า..." ปณิธานกล่าวและว่า
switch แบรนด์ไทยน้องใหม่ ...จับผ้าไทยแปลงโฉม


พอความคิดพื้นฐานเป็นแบบนี้ จึงเกิดแนวคิดใหม่ว่า เราน่าจะขายความเป็นตะวันออก หรือความเป็นไทยผสมกับไลฟ์สไตล์ของฝั่งยุโรป เรียกว่า เป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์ ระหว่าง รสนิยม เทรนด์ ความชอบของเขา ผสานกับวัตถุดิบสไตล์ไทย

จึงกลายเป็นที่มาของ switch แบรนด์ไทยที่มีคอนเซ็ปต์ นำผ้าไทยหลากชนิด มาดีไซน์แปลงโฉมใหม่ ให้ดูโมเดิร์น ทันสมัย และที่สำคัญต้อง ไม่แก่ !

"ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ผ้าไทยมีข้อจำกัดมากในเรื่องการออกแบบเพื่อสวมใส่ ที่ส่วนใหญ่แบบที่ตัดออกมาวางขายในตลาด ลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า ผ้าไทยเหมาะสำหรับคนสูงวัย หรือคนที่ต้องการใส่แล้วดูภูมิฐาน เพราะไม่ว่าจะดีไซน์แบบไหนก็ตาม ส่วนใหญ่ก็จะดูแก่ ทำให้ผ้าไทยจึงมีข้อจำกัดโดยปริยาย ว่าคนใส่นั้นจะต้องมีอายุเท่านั้น ส่วนคนวัยรุ่น วัยทำงาน ใส่ไม่ได้เพราะไม่อยากแก่ เราจึงต้องการลดข้อจำกัดนี้ด้วย คือ นำมาดีไซน์ใหม่ให้ทันสมัยขึ้นให้เด็กวัยรุ่น วัยทำงานสามารถ ใส่ได้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่"

ซึ่งกระบวนการทำนั้น ใช้หลายๆ อย่างมาประกอบการกัน เริ่มตั้งแต่การเข้าร่วมโครงการอบรมเรื่องแฟชั่น กับกรมส่งเสริมการส่งออก ที่ได้วิทยากรจากประเทศอิตาลีมาสอน มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำเสื้อผ้า การให้ความรู้เรื่องสี เรื่องเทรนด์แฟชั่นใหม่ การเลือกผ้า ฯลฯ ซึ่งได้ประโยชน์มาก

"จากนั้นเราก็นำความรู้ที่ได้มาแมตช์กับความต้องการของเรา ที่ต้องการใช้ผ้าไทยเป็นไฮไลต์ โดยมีการศึกษานำผ้าไทยจากที่มีการผลิตจากหลายๆ แหล่ง นำมาออกแบบแพตเทิร์น จนได้ออกมาเป็นชิ้นงานจริงๆ ที่ได้นำมาโชว์ในงานสหกรุ๊ป ครั้งที่ 13 ที่ผ่านมา"

โดยเป้าหมายของ switch ปณิธาน กล่าวว่า คอลเล็กชั่นแรกที่ได้นำมาโชว์ในงาน สหกรุ๊ปปีนี้ถือเป็นการทดลองตลาด ว่าจะได้รับความสนใจมากขนาดไหน ซึ่งเสียงสะท้อนที่กลับมาค่อนข้างดี คือ ส่วนใหญ่จะบอกว่า เป็นผ้าไทย แต่ว่าทันสมัยขึ้นและไม่แก่ โดยเป้าหมายลูกค้าของเราอยู่ที่อายุ 25-30-40 ปี ก็สามารถใส่ได้ ส่วนราคาอยู่ที่ระดับร้อยถึงพันกว่าบาท ส่วนขั้นตอนต่อไปก็จะดูในเรื่องช่องทางการวางจำหน่าย โดยมีแผนที่มีช็อปภายใต้ แบรนด์ switch เอง จากนั้นถ้ามีลูกค้า ต่างประเทศให้ความสนใจก็จะส่งออก

ส่วนสถานการณ์การขายในช่วงนี้นั้น ปณิธานกล่าวว่ายอดขายของบริษัทไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ดูได้จากยอดขายที่ยังมีความเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายๆ บริษัทประสบกันอยู่ แต่การเติบโตก็คงไม่หวือหวา เรียกว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนี้





แหล่ง : ประชาชาติธุรกิจ (www.matichon.co.th/prachachart)

เกาะติดโปรโมชั่น...คอมมาร์ต




"คอม มาร์ต" ถือว่าเป็นงานยักษ์ขอวงการไอทีที่ผู้บริโภคต่างตั้งตารอคอย เพราะต่างคาดหวังว่าผู้ผลิตไอทีจะทำสงครามราคาในงานคอมมาร์ตเพื่อที่จะแย่ง กำลังซื้อในงาน




เรียกว่างานเพียงแค่ 4 วัน ผู้ผลิตแต่ละรายอาจทำยอดขายได้มากกว่ายอดขายทั้งเดือนทีเดียว

แม้ว่าปกติงานคอมมาร์ตกลางปีจะมีสงครามราคาไม่รุนแรงเท่ากับงานในช่วงต้นปี หรือปลายปี แต่ครั้งนี้อาจไม่ใช่ด้วยเพราะกำลังซื้อที่หดหายไปในช่วงต้นปีอย่างต่อ เนื่อง ทำให้คอมมาร์ต เอ็กซ์เจน 2-5 ก.ค.ศกนี้ ยักษ์ไอทีทุกค่ายจึงคาดหวังที่จะสร้างยอดขายเพื่อชดเชยกำลังซื้อที่หายไป แต่ต่างก็ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าในงานครั้งนี้การแข่งขันราคาจะรุนแรง มากขึ้น

เริ่มต้นจาก บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด นายปวิณ วรพฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนอลซิสเต็มส์ กล่าวว่า งานคอมมาร์ตครั้งนี้ยังคาดว่าทุกแบรนด์จะมีโปรโมชั่นที่จูงใจลูกค้า สำหรับเอชพีได้นำสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดทั้งเดสก์ทอป โน๊ตบุ๊ก และเน็ตบุ๊กมาวางจำหน่าย อาทิ HP Mini110 โปรโมชั่น พิเศษ รวมจอ LCD ราคาเริ่มต้นที่ 16,500 บาท (ไม่รวมภาษี) โน้ตบุ๊ก HP Pavilion dv2 ขนาด 12 นิ้ว สีดำและสีขาวราคาเริ่มต้นที่ 19,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 22,900 บาท รวมทั้งโน้ตบุ๊กซีรีส์ใหม่ คือ HP Probook 4410s สีดำและสีไวน์แดง ราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท (ไม่รวมภาษี)

เกาะติดโปรโมชั่น...คอมมาร์ต


นอกจากนี้ยังมีโน้ตบุ๊กคอมแพค รุ่น CQ40 301AU ขนาด 14 นิ้ว ราคาพิเศษเพียง 13,900 บาท พร้อมบริการออนไซต์เซอร์วิส รวมถึง ซื้อโน้ตบุ๊กและพีซีรุ่นใดก็ได้จากเอชพี สามารถแลกซื้อ iPAQ ได้ในราคาลด 50%

ทางด้าน โตชิบา งัดโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อลูกค้าที่ซื้อโน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กด้วยเงินสดจะได้รับส่วนลดอีก 2 พันบาท พร้อมด้วยการเปิดตัวมินิโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ NB200 หน้าจอ 10 นิ้ว แรม 1GB และฮาร์ดิสก์ 160 GB สีขาว ชมพู น้ำตาล และน้ำเงิน ราคา 16,900 บาท (ไม่รวมภาษี) พร้อมโปรโมชั่นโน้ตบุ๊กราคาเริ่มต้นที่ 15,900 บาท

ด้าน นายกฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ผู้จัดการฝ่ายการตลาดคอนซูเมอร์ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในงานคอมมาร์ตครั้งนี้ เดลล์จะมีการจัดโชว์สินค้ารุ่นใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเบาบางและคุณภาพระดับพรีเมี่ยม คือ โน้ตบุ๊ก Adamo ซีพียู CULV หน้าจอคริสตัล ราคา 9.5 หมื่น และ1.2 แสนบาท และโน้ตบุ๊ก Alienware เจาะกลุ่มคอเกม ราคา 1-3 แสนบาท โดยจะเปิดให้สั่งจองภายในงาน

พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ โน้ตบุ๊ก Insprion ขนาด 14 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุด วางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ราคาพิเศษ 17,990 บาท (ไม่รวมภาษี) จากราคาปกติประมาณ 2 หมื่นบาท จำนวน 100 เครื่องเท่านั้น พร้อมกับเปิดตัวเน็ตบุ๊กใหม่ Mini10 หน้าจอ 10 นิ้ว ราคา 13,900 บาท

ขณะที่ยักษ์ เอเซอร์ ยังไปเปิดเผยว่าจะมีโปรโมชั่นอะไรบ้าง นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวเพียงว่าจะมีการทำโปรโมชั่นโน้ตบุ๊ก กว่า 25 รุ่น พร้อมด้วยโน้ตบุ๊ก Aspire Timeline ซีพียู CULV น้ำหนักเบาประหยัดพลังาน 14 รุ่น ราคาตั้งแต่ 2.49-5.19 หมื่นบาท รวมถึงเปิดตัวเน็ตบุ๊กใหม่ขนาด 11.6 นิ้ว ราคา 17,900 บาท

และที่เป็นไฮไลต์ของเอเซอร์ปีนี้ก็คงเป็นการเปิดตัวคอมพิวเตอร์แบรนด์น้อง ใหม่ในสังกัด "เกตเวย์" ออกสู่สายตาประชาชน เพื่อจับกลุ่มระดับพรีเมี่ยมโดยจะมีโน้ตบุ๊ก ระดับราคาตั้งแต่ 24,900-59,900 บาท พร้อมด้วยพีซีตั้งโต๊ะและเน็ตบุ๊ก

ฟาก บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ยกขบวนสินค้ามาทำโปรโมชั่นในงานทั้งโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก อี-แฟมิลี่ เดสก์ทอปพีซี พีดีเอโฟน และ Gadget อาทิ โน้ตบุ๊ก K Series รุ่น K40Ij-VX042 หน้าจอ 14" Wide Screen ฮาร์ดดิสก์ 320 GB แรม 2 GB พร้อม Altec Lansing Speaker รองรับระบบเสียง SRS Premium Sound ในราคาเพียง 15,900 บาท (สินค้ามีจำนวนจำกัด) เน็ตบุ๊ก Eee PC 1002HA หน้าจอ 10.1" ฮาร์ดดิสก์ 160 G ที่มากับ Windows XP พร้อมของแถม External ODD, Wireless Mouse กับข้อเสนอผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% และพีดีเอโฟน ASUS P320 ราคาเพียง 8,900 บาท

ในซีกของกลุ่มพีซีโลคอลแบรนด์ "เอสวีโอเอ" นายจักเรศ ลือวัฒนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้จัดโปรโมชั่นควบ 2 งานใหญ่คือคอมมาร์ตเอ็กซ์เจนในกรุงเทพฯ และคอมแอนด์ดิจิตอลเชียงใหม่ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันช่วงวันที่ 2-5กรกฎาคมนี้

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษของเอสวีโอเอ ได้แก่ โน้ตบุ๊ก Celeron 585 แรม 1GB ฮาร์ดดิสก์ 160 GB ราคา 12,900 บาท หรือโน้ตบุ๊ก Core2Duo T6400 แรม 2 GB และฮาร์ดดิสก์ 160 ราคา 18,900 บาท รวมทั้ง Ecobook ราคาเพียง 7,900 บาท เป็นต้น

สำหรับงานคอมมาร์ตเอ็กซ์เจน ไทยแลนด์ 2009 ระหว่าง 2-5 กรกฎาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางบริษัท เอ.อาร์ อินฟอร์เมชั่น แอนด์พับลิเคชั่น จำกัด ผู้จัดงาน หวังว่าจะมีเม็ดเงินสะพัด 2-2.5 พันล้านบาทใกล้เคียงกับงานคอมมาร์ตเอ็กซ์เจนปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้ซื้อสินค้าไอทีในงานครบ 3,000 บาท มีสิทธิ์ลุ้นรับรถยนต์เซฟโรเลต อาวีโอ มูลค่ากว่า 5 แสนบาทด้วย





แหล่ง :
ประชาชาติธุรกิจ (www.matichon.co.th/prachachart)